Thursday, April 21, 2022

น้ําอัลคาไลน์คือน้ำด่าง



 

น้ําอัลคาไลน์ คืออะไร?

น้ำอัลคาไลน์  (Alkaline water) หรือ น้ำด่าง คือ น้ำที่มีค่า pH ในส่วนของความด่างมากกว่าน้ำดื่มธรรมดาทั่วไป

เพราะโดยส่วนใหญ่แล้วน้ำดื่มธรรมดาทั่วไปจะมีค่า pH อยู่ที่ 7 แต่สำหรับน้ำอัลคาไลน์

จะมีค่า pH อยู่ที่ 8-9 ซึ่งจะมีปริมาณมากกว่า หรือถ้าจะให้เรียกแบบที่รู้จักกันได้ง่ายๆ ก็คือ น้ำด่างนั่นเอง

แร่ธาตุ น้ำอัลคาไลน์

ภายในน้ำอัลคาไลน์ จะมีแร่ธาตุหลักภายในอยู่ 2 กลุ่มแร่ธาตุ คือ

1.กลุ่มอะซิดิก ประกอบด้วยแร่ธาตุฟลูออไรด์ คลอไรด์ ซัลเฟอร์ และฟอสฟอรัส

2.กลุ่มอัลคาไลน์ ประกอบด้วยแร่ธาตุโพแทสเซียม แมกนีเซียม แคลเซียม และโซเดียม

ประโยชน์ของน้ําอัลคาไลน์

น้ำอัลคาไลน์ เป็นน้ำเพื่อสุขภาพโดยเฉพาะ โดยมีประโยชน์หลากหลายด้าน ดังนี้

1.รักษากรดไหลย้อน

ปัญหากรดไหลย้อนมักเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้บ่อยๆ โดยส่วนใหญ่มักเป็นในช่วงระยะเวลากลางคืนในระหว่างนอนหลับ

แต่การดื่มน้ำอัลคาไลน์ ซึ่งเป็นน้ำที่มีความเป็นด่างสูง ก็จะสามารถช่วยปรับสมดุลกรดในกระเพาะอาหาร และไม่ทำให้เกิดกรดไหลย้อนกลับมาที่หลอดอาหารได้

2.รักษาโรคมะเร็ง

น้ําำอัลคาไลน์ มีประสิทธิภาพในการต้านอนุมูลอิสระได้ เพราะน้ำอัลคาไลน์สามารถที่จะป้องกันเนื้องอกในร่างกาย

จากความเสียหายที่เกิดขึ้นอันเนื่องจากสารอนุมูลอิสระเข้ามาทำลาย โดยภายในน้ำอัลคาไลน์นั้นจะมีอิเล็กตรอน

ที่จะทำให้สารอนุมูลอิสระ ไม่สามารถทำงานภายในร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3.เสริมสร้างกระดูก

ในน้ำอัลคาไลน์มีแคลเซียมมากพอสมควร หรือจะเรียกว่าเป็นแหล่งสารอาหารอย่างแคลเซียมก็ว่าได้

ซึ่งแคลเซียม เป็นตัวช่วยในการซ่อมแซมโครงสร้างของกระดูกในร่างกาย ไม่เพียงเท่านั้น

เพราะแคลเซียมที่มีอยู่ในน้ำอัลคาไลน์ จะช่วยเติมเต็มความหนาแน่นให้กับกระดูก

ทำให้เซลล์กระดูกแข็งแรงขึ้น โดยสามารถทานควบคู่กับอาหารที่ใช้ในการบำรุงกระดูกด้านอื่นๆ ได้อีกด้วย

4.บำรุงกล้ามเนื้อ

อย่างที่ทราบกันดีว่าภายในน้ำอัลคาไลน์นั้นเป็นแหล่งแร่ธาตุต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโพแทสเซียมและแมกนีเซียม

ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่จะช่วยทำให้กล้ามเนื้อมีความผ่อนคลาย จากการปวดกล้ามเนื้อแบบเรื้อรัง และที่สำคัญนอกเหนือไปจากนี้แร่ธาตุทั้ง 2 ชนิดที่กล่าวมานั้น

ยังสามารถที่จะช่วยในเรื่องของการหดเกร็งกล้ามเนื้อให้มีความสมดุลมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

5.บำรุงระบบประสาท

น้ำอัลคาไลน์สามารถที่จะใช้เพื่อบำรุงเส้นประสาทได้ โดยแร่ธาตุแมกนีเซียม

จะช่วยในการบำรุงระบบประสาทให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และยังช่วยป้องกันโรคปลายประสาทเสื่อมได้ด้วย

6.บำรุงหัวใจ

หัวใจ เป็นอวัยวะสำคัญของร่างกาย ซึ่งเป็นศูนย์กลางของการปั๊มเลือดเพื่อส่งผ่านไปหล่อเลี้ยงยังเซลล์ต่างๆ

เพราะฉะนั้นก็ควรที่จะต้องดูแลเป็นพิเศษ โดยเฉพาะการดื่มน้ำอัลคาไลน์ เพราะภายในน้ำจะมีโพแทสเซียม

ที่ช่วยในการผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่อยู่รอบๆ หัวใจ และยังช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจลงได้อีกด้วยเช่นกัน

7.ควบคุมระดับความดันโลหิต

น้ำอัลคาไลน์มีส่วนประกอบของโซเดียม ซึ่งมีประโยชน์เป็นอย่างมากในการควบคุมความดันโลหิต

นอกจากนี้ โซเดียมในน้ำอัลคาไลน์ยังช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นภาวะความดันโลหิตต่ำ และลดความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหากับต่อมไทรอยด์ลงได้

8.บำรุงระบบไหลเวียน

โซเดียมที่อยู่ในน้ำอัลคาไลน์ถือเป็นตัวช่วยสำคัญ ในการทำให้ของเหลวภายในร่างกายไหลเวียนได้ดี

ซึ่งหากระบบการไหลเวียนของเหลวในร่างกายสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะทำให้เซลล์ต่างๆ สามารถที่จะเติบโตได้ดี

และที่สำคัญยังสามารถทำให้การส่งผ่านออกซิเจนไปยังอวัยวะอื่นๆ อย่างเช่น สมองเป็นไปได้ดีมากยิ่งขึ้นด้วย

9.บำรุงระบบย่อยอาหาร

โพแทสเซียมในน้ำอัลคาไลน์ สามารถช่วยทำให้กระเพาะอาหารแข็งแรง และยังช่วยกระตุ้นให้ลำไส้สามารถดูดซึมสารอาหารได้ดีมากยิ่งขึ้น

แต่หากร่างกายมีโพแทสเซียมไม่เพียงพอ ก็จะส่งผลให้ทำให้เกิดอาการท้องผูก ท้องอืดได้

10.ช่วยดีท็อกซ์

น้ำอัลคาไลน์สามารถที่จะช่วยขับสารพิษหรือล้างสารพิษที่มีอยู่ในร่างกาย ที่เกิดจากการสะสมจากสิ่งแวดล้อมไม่ว่าจะเป็นอาหาร อากาศ หรือแม้กระทั่งยา

11.ช่วยกักเก็บน้ำในร่างกาย

การดื่มน้ำอัลคาไลน์ จะช่วยให้ร่างกายลดความเสี่ยงในการสูญเสียน้ำ และร่างกายยังสามารถกักเก็บน้ำได้

ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้รู้สึกสดชื่นได้มากยิ่งขึ้น และที่สำคัญยังสามารถรักษาสมดุลระดับน้ำภายในร่างกายได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

12.บำรุงผิว

น้ำอัลคาไลน์มีสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งไม่เพียงแค่ป้องกันโรคมะเร็งเท่านั้น เพราะสารต้านอนุมูลอิสระยังสามารถที่จะช่วยในการต่อต้านริ้วรอย

และเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว เพราะฉะนั้นจะทำให้ผิวหนังชุ่มชื้นและเต่งตึงมากกว่าเดิม ทำให้มีผิวอ่อนกว่าวัยได้

13.ระงับความอยากอาหาร

อีกหนึ่งประโยชน์ที่น้ำอัลคาไลน์สามารถทำได้ เพราะนอกจากจะมีแร่ธาตุและมีประโยชน์ในอีกหลากหลายด้านแล้ว

หากดื่มก่อนทานอาหาร 10 นาที ก็จะช่วยทำให้ทานอาหารในมื้อนั้นได้น้อยลง และทำให้อิ่มเร็วขึ้นอีกด้วย

ผลข้างเคียงจากน้ําอัลคาไลน์

อย่างที่ทราบกันดีว่าน้ำอัลคาไลน์เป็นแหล่งแร่ธาตุ ซึ่งไม่ควรที่จะดื่มมากเกินไป เพราะจะทำให้เกิดผลข้างเคียงได้ ดังนี้

  • คลื่นไส้
  • มือสั่น
  • กล้ามเนื้อกระตุก
  • มึนงง

  • ที่สำคัญยังสามารถส่งผลทำให้ร่างกายเกิดภาวะเป็นด่าง ซึ่งจะมีผลกระทบต่อระบบทางเดินอาหาร
  • ทำให้กรดในกระเพาะอาหารมีปริมาณที่ลดลง ส่งผลให้แบคทีเรียภายในกระเพาะอาหารสามารถเข้าสู่กระแสเลือดได้ง่ายมากยิ่งขึ้น

    และการผลิตแคลเซียมภายในร่างกายก็ลดลงเช่นเดียวกัน ซึ่งจะส่งผลทำให้เป็นกระดูกพรุนตามมาได้

    ประโยชน์ของน้ําอัลคาไลน์กับการนำมาใช้ด้านต่างๆ

    น้ำอัลคาไลน์ไม่ได้มีไว้แค่ดื่มเหมือนน้ำสะอาดทั่วไปเท่านั้น เพราะเรายังสามารถนำประโยชน์ของน้ำอัลคาไลน์มาใช้ด้านอื่นๆ ได้อีกดังนี้

    1.เครื่องดื่ม

    ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มชา กาแฟ ล้วนสามารถนำน้ำอัลคาไลน์มาใช้ในการทำได้

    ซึ่งจะช่วยเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระให้กับเครื่องดื่ม ที่สำคัญยังสามารถทำให้เครื่องดื่มนั้นๆ มีรสชาติที่ดีมากยิ่งขึ้นด้วย

    2.อาหาร

    เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สามารถนำเอาน้ำอัลคาไลน์มาใช้ประกอบอาหารได้ ซึ่งจะทำให้อาหารจานนั้นเป็นอาหารเพื่อสุขภาพมากยิ่งขึ้น

    เพราะจะช่วยเพิ่มความเป็นด่างในอาหารที่มีความเป็นกรดสูง ที่สำคัญยังสามารถทำให้อาหารมีรสชาติที่ดีมากยิ่งขึ้นตามด้วย

    3.กำจัดสารเคมีจากวัตถุดิบอาหาร

    สำหรับวัตถุดิบไม่ว่าจะเป็นผักผลไม้ หรือแม้แต่กระทั่งเนื้อสัตว์บางชนิด ซึ่งมักจะมีสารเคมีในการรักษาเนื้อสัตว์ไว้ไม่ให้เน่าเสียเร็ว

    ตลอดจนสารเคมีที่ใช้ในการดูแลผักผลให้คงความสวยสด น่ารับประทาน ประโยชน์ของน้ำอัลคาไลน์จะช่วยในการกำจัดสารเคมี

    หรือล้างสารพิษต่างๆ ที่มีอยู่ในอาหารเหล่านั้นได้ โดยแช่อาหารเหล่านั้นด้วยน้ำอัลคาไลน์ก่อนนำมาปรุงอาหารนั่นเอง สารเคมีก็จะถูกกำจัดออกไปได้มากยิ่งขึ้น

  • ประโยชน์ของน้ําอัลคาไลน์ มีมากมายเลยทีเดียว เพราะมีประโยชน์ทั้งด้านสุขภาพและความงาม

    โดยจะช่วยในการบำรุงผิวพรรณให้สวยเปล่งปลั่งอ่อนเยาว์ได้ เพราะในน้ำอัลคาไลน์อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระนั่นเอง

    นอกจากนี้แล้ว เรายังสามารถนำประโยชน์ของน้ำชนิดนี้มาใช้ในด้านอื่นๆ ได้อีกด้วย หากบ้านไหมีไว้ในครอบครอง บอกเลยคุ้มค่าสุดๆ

Saturday, March 26, 2022

อาการของโรคมะเร็งปอด

 



อาการของโรคมะเร็งปอด

มะเร็งปอดส่วนใหญ่มักจะไม่แสดงอาการในระยะเริ่มแรก แต่จะมีสัญญาณที่บ่งบอกถึงการเกิดโรคเมื่อมีการเจริญเติบโตของมะเร็งมากขึ้น และอาการจะแตกต่างกันไปแล้วแต่ตำแหน่งของก้อนที่เกิดขึ้น โดยอาการที่พบได้ ได้แก่

 

  • ไอเรื้อรัง 50-75%
  • ไอมีเสมหะปนเลือด ไอมีเลือดสด 25-50%
  • เหนื่อยง่าย หายใจลำบาก 25%
  • เจ็บหน้าอก 20%
  • เบื่ออาหาร น้ำหนักลดโดยหาสาเหตุไม่ได้
  • หายใจมีเสียงดังผิดปกติ
  • เสียงแหบ

 

อาการเหล่านี้พบได้ในโรคอื่น ๆ แต่หากมีอาการเหล่านี้ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อรับการตรวจและวินิจฉัยอย่างถูกต้อง


ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก
 https://www.praram9.com/lung-cancer/









โรคมะเร็งปอด

 



ไอเรื้อรัง มีเลือดปน อาจเสี่ยงมะเร็งปอด..ตรวจก่อน รักษาทัน


โรคมะเร็งปอดที่เป็นโรคมะเร็งยอดฮิตที่พบได้บ่อยทั้งในผู้ชายและผู้หญิง ซึ่งอาจจะเกิดจากพฤติกรรมต่าง ๆ ที่คอยทำร้ายสุขภาพทั้งแบบรู้ตัวและแบบไม่รู้ตัว เช่น การสูบบุหรี่ หรือการได้รับมลพิษในสิ่งแวดล้อม แต่อย่างไรก็ตาม “มะเร็งปอดสามารถรักษาให้หายขาดได้ หากตรวจพบเร็ว และรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น”

โรคมะเร็งปอดเกิดจากอะไร ?





มะเร็งปอด เกิดจากเซลล์เนื้อเยื่อบุผิวของปอดเจริญเติบโตผิดปกติอย่างรวดเร็ว จนไม่สามารถควบคุมได้ และเกิดเป็นก้อนเนื้อร้ายในที่สุด โดยเนื้อร้ายนี้สามารถลุกลามและกระจายไปอวัยวะอื่น ๆ ได้ ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่แสดงอาการในระยะเริ่มแรก กว่าผู้ป่วยจะรู้ตัวก็มักจะอยู่ในระยะโรคที่รุนแรงแล้ว 

 

โดยปัจจุบันยังไม่สามารถบอกถึงสาเหตุของมะเร็งปอดได้ชัดเจนนัก แต่มีปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงของโรคมะเร็งปอด ได้แก่

 

  • การสูบบุหรี่ ทั้งผู้ที่สูบบุหรี่เอง และผู้ใกล้ชิดที่ได้รับควันบุหรี่ หรือที่เรียกว่า “ควันบุหรี่มือสอง” การสูบบุหรี่เป็นปัจจัยหลัก 80-90% เพราะในบุหรี่เต็มไปด้วยสารก่อมะเร็ง เมื่อสูดควันเข้าไปสารเหล่านี้จะเข้าไปทำลายเนื้อเยื่อในปอดโดยตรงทำให้เกิดความเสียหายต่อเซลล์ และเกิดเป็นมะเร็งในที่สุด โดยคนที่สูบบุหรี่  1 ซองต่อวันเป็นเวลา 20 ปี จะมีความเสี่ยงที่จะเกิดมะเร็งปอดเพิ่มขึ้น 8 – 20 เท่า
  • สารพิษและมลภาวะในสิ่งแวดล้อม เช่น
    • สารแอสเบสตอส (asbestos) หรือแร่ใยหิน ที่ถูกนํามาใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตวัสดุก่อสร้าง (กระเบื้องมุงหลังคา กระเบื้องแผ่นเรียบ ฝ้าเพดาน) อุตสาหกรรมการผลิตท่อน้ำซีเมนต์ กระเบื้องยางไวนิลปูพื้น ผ้าเบรก ฉนวนกันความร้อน และ อุตสาหกรรมสิ่งทอ แร่ใยหินเป็นสารที่ทำให้เกิดมะเร็งปอดได้ โดยผู้ที่ทำงานในโรงงานที่มีการใช้แร่ใยหินจะมีโอกาสเป็นมะเร็งปอดมากกว่าคนปกติถึง 7 เท่า
    • ก๊าซเรดอน (radon) เป็นก๊าซสารกัมมันตภาพรังสีที่เกิดจากการสลายตัวของเรเดียมหรือยูเรเนียม พบได้ในอาคารหรือสิ่งก่อสร้างซึ่งมักมีดิน หิน หรือทรายที่มีแร่เรเดียมเจือปนมา
    • สารเคมีอื่น ๆ เช่น สารหนู ถ่านหิน ที่ผู้ป่วยมักได้รับจากการประกอบอาชีพที่เกี่ยวกับโรงงานอุตสาหกรรม หรือสารพิษจากมลภาวะที่มาจากท่อไอเสียของยานพาหนะ
    • ฝุ่น PM 2.5 หรือฝุ่นละอองจิ๋วขนาดเล็กที่มีขนาดโมเลกุลเล็กเพียง 2.5 ไมครอน ที่ไม่สามารถมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า โดยฝุ่น PM 2.5 จะเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งปอดมากขึ้นถึง 1 – 1.4 เท่า โดยเมื่อฝุ่น PM 2.5 เข้าไปในปอดจะทำให้เกิดการอักเสบ และมีการกลายพันธุ์ของสารพันธุกรรม ซึ่งอาจทำให้เกิดมะเร็งปอดขึ้นได้
  • อายุ อายุที่มากขึ้น อวัยวะรวมถึงเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายจะยิ่งทำงานเสื่อมสภาพลง โดยผู้ที่เสี่ยงจะเป็นมะเร็งปอดมากที่สุดจะอยู่ในช่วงอายุประมาณ 55 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่สูบบุหรี่
  • พันธุกรรม ถ้ามีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งปอด จะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งปอดเพิ่มขึ้น

 

หากคุณอยู่ในกลุ่มเสี่ยงดังกล่าว ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปอด และหมั่นตรวจร่างกายเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ


ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก
https://www.praram9.com/lung-cancer/




โรค “ไหลตาย”

 


โรค “ไหลตาย” ทางภาคอีสานในอดีตเคยเชื่อว่า “ผีแม่หม้ายมาเอาตัวไป” เนื่องจากมักจะเกิดกับชายหนุ่มในช่วงอายุ 20-50 ปี ที่สุขภาพแข็งแรงดี แต่พอเข้านอนหลับไปแล้วตอนเช้าจะพบว่าเสียชีวิตโดยไม่ทราบสาเหตุ 

 

ปัจจุบันเรามีข้อมูลมากขึ้น และพบว่าโรคนี้ในทางการแพทย์เรียกกันว่า Brugada Syndrome (บรูกาดา ซินโดรม) พบได้บ่อยในชาวไทยที่มีถิ่นกำเนิดอยู่แถบภาคอีสาน และพบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง 

 

Brugada Syndrome เป็นโรคทางกรรมพันธุ์ชนิดหนึ่ง เกิดจากการกลายพันธุ์ของยีนที่ควบคุมการทำงานไฟฟ้าในหัวใจ ส่งผลให้ระบบนำไฟฟ้าในหัวใจผิดปกติ (channelopathy) ทำให้คนไข้มีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรง ซึ่งมักเกิดขึ้นในระหว่างนอนหลับและเสียชีวิตในที่สุด

 

อย่างไรก็ตาม อย่าเพิ่งตระหนกตกใจจนเกินไปว่าตนเองจะเป็นโรคนี้ หรือเกิดการไหลตายเหมือนในข่าว คนที่เป็นโรคนี้จริงๆ พบได้ประมาณ 0.004% เท่านั้น (จากสถิติในประเทศไทย พบผู้ป่วย Brugada Syndrome ประมาณ 40 คน จากจำนวนประชากร 100,000 คน)

 

ปัจจัยสำคัญที่มักจะพบในผู้ป่วยโรคนี้มีอยู่ 2 ข้อ คือ

 

  1. มีประวัติบุคคลในครอบครัวที่อายุน้อยเสียชีวิตเฉียบพลัน
  2. เคยมีอาการหน้ามืด หรือหมดสติโดยไม่ทราบสาเหตุมาก่อน

 

การวินิจฉัยทำได้โดยการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) หรือแพทย์อาจแนะนำให้ตรวจระบบไฟฟ้าในหัวใจโดยการใส่สายเข้าไปตรวจภายในหัวใจ (EP study)

 

ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาโรคนี้ให้หายขาดได้ แต่แพทย์จะให้การรักษาโดยลดความเสี่ยงการเสียชีวิตจากหัวใจเต้นผิดจังหวะ เช่น การฝังเครื่องกระตุกหัวใจหรือเครื่องซ๊อตไฟฟ้าหัวใจ (AICD), การใช้ยาควบคุมการเต้นของหัวใจ, การจี้ไฟฟ้าหัวใจ (RFA) ซึ่งต้องพิจารณาความเหมาะสมในคนไข้แต่ละราย 

 

หากท่านใดมีประวัติครอบครัวเป็นโรคดังกล่าว หรือมีอาการสงสัย ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางโรคหัวใจ เพื่อประเมินความเสี่ยงและตรวจเพิ่มเติมเพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาที่เหมาะสมต่อไป


ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก

https://www.praram9.com/brugada-syndrome/





ปัจจัยอะไรบ้าง ที่กระตุ้นให้มีอาการปวดหัวไมเกรน

 



ปัจจัยอะไรบ้าง ที่กระตุ้นให้มีอาการปวดหัวไมเกรน


ส่วนใหญ่แล้ว อาการในลิสต์เหล่านี้ มักเป็นตัวกระตุ้นให้อาการไมเกรนกำเริบ ได้แก่

1. แสงไฟสว่าง แสงไฟกระพริบ หรือแสงแดดที่จ้า

2. อากาศที่ร้อนเกินไป หรืออากาศที่ร้อนชื้น เช่น ช่วงเวลาก่อนฝนจะตก

3. ออฟฟิศซินโดรม หรือ โรคพังผืดของกล้ามเนื้อที่เกิดจากการนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ หรือใช้มือถือ ก้มหน้านาน ๆ จนกล้ามเนื้อเกิดพังผืดขึ้น รวมถึงอาการกล้ามเนื้อบริเวณคอตึง ก็สามารถกระตุ้นทำให้เกิดไมเกรน ปวดร้าวรอบกระบอกตา คลื่นไส้มึนหัวได้

4. อาหารที่สามารถกระตุ้นไมเกรน ได้ เช่น ชีส แอลกอฮอล์ ผงชูรส อาหารที่ผสมไนไตรท์ เช่น ไส้กรอก แฮม เบคอน น้ำตาลเทียม นอกจากนี้ ยังพบว่า คาเฟอีน ถือเป็นสารที่กระตุ้นอาการไมเกรนได้ ใครที่กินกาแฟอยู่แล้วมีอาการไมเกรน ควรลดปริมาณการกินกาแฟลง อย่างไรก็ตาม มีผู้ป่วยเพียง 20% เท่านั้น ที่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าอาหารเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดไมเกรน

5. ความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ และการอดนอน

6. ฮอร์โมนเอสโตรเจน : อาการปวดหัวไมเกรน มักถูกกระตุ้นเมื่อฮอร์โมนเอสโตรเจนลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว เรียกว่า “อาการปวดหัวไมเกรน ตอนเป็นประจำเดือน” (menstrual migraine)

7. ช่วงเวลาภายหลังจากคลอดบุตร : ในช่วงตั้งครรภ์ ความถี่ของการปวดไมเกรนจะลดลง แต่หลังจากคลอดลูกแล้ว พบว่าความถี่ของการปวดไมเกรนจะสูงขึ้น เพราะช่วงตั้งครรภ์อยู่นั้น ฮอร์โมนเอสโตรเจนจะขึ้นสูงเรื่อย ๆ และมาต่ำลงหลังที่คลอดบุตร จึงไปกระตุ้นอาการไมเกรน

โดยทั่วไป คนที่เป็นไมเกรน มักมาจากสิ่งเร้าหรือสิ่งกระตุ้นที่แตกต่างกันไปบ้าง ผู้ที่มีอาการเป็นประจำ ควรหมั่นสังเกตตัวเอง และหลีกเลี่ยงสิ่งเร้าที่กระตุ้นการปวดหัวไมเกรน


4 ระยะของอาการปวดหัวไมเกรน

 




4 ระยะของอาการปวดหัวไมเกรน


หากแบ่งอาการปวดหัวไมเกรนออกเป็นลำดับการแสดงอาการ จะแบ่งได้เป็น 4 ระยะ ได้แก่
1. ระยะบอกเหตุล่วงหน้า (Prodrome): มักจะมีอาการบอกเหตุประมาณ 1 – 2 วันก่อนเป็นไมเกรน เช่น ปวดตึงตามต้นคอ หรืออารมณ์แปรปรวน เป็นต้น

2. อาการเตือนนำ (Aura): ผู้ป่วยบางรายจะมีอาการมองเห็นผิดปกติ เช่น เห็นแสงระยิบระยับ เห็นแสงไฟสีขาวมีขอบหยึกหยัก หรือภาพเบลอหรือบิดเบี้ยว แต่บางรายก็ไม่มีอาการเตือนนำ

3. อาการปวดศีรษะ (Headache): เป็นเหมือนช่วงไคลแม็กซ์ของอาการปวดหัวไมเกรน ผู้ป่วยจะมีอาการปวดหัวตุ๊บ ๆ หรือปวดหัวข้างเดียว จนไม่สามารทำงานได้ตามปกติ อาจเกิดร่วมกับอาการคลื่นไส้ อาเจียน และจะแพ้ต่อสิ่งเร้าต่าง ๆ เป็นพิเศษ เช่น แสงจ้า เสียงดัง

4. เข้าสู่ภาวะปกติ (Postdrome): ภายหลังจากที่เริ่มหายปวดแล้ว ผู้ปวยมักจะมีอาการอ่อนเพลีย วิงเวียน เกิดอาการสับสน หรือไวต่อสิ่งเร้าต่าง ๆ เหมือนระยะที่สาม

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก
https://www.praram9.com/migraine/










อาการไมเกรน เป็นอย่างไร

 


อาการไมเกรน เป็นอย่างไร

ปวดหัวไมเกรนมักมีอาการเหล่านี้

  • ปวดหัวตุ๊บ ๆ บริเวณขมับ อาจปวดร้าวมาที่กระบอกตาหรือท้ายทอย และปวดหัวข้างเดียว (บางรายอาจพบว่าปวดหัวทั้งสองข้าง)
  • มีอาการคลื่นไส้อาเจียน
  • มีอาการแพ้แสงแพ้เสียง
  • ปวดหัวเป็นครั้งคราว บางครั้งก็สัมพันธ์กับรอบเดือน
  • บางครั้งมีอาการมองเห็นผิดปกตินำ หรือที่เรียกว่า อาการออร่า (migraine aura) ผู้ป่วยจะเห็นเป็นแสงไฟสีขาว ๆ มีขอบหยึกหยัก เป็นอาการเตือนนำมาก่อนที่จะเริ่มมีอาการปวดหัว

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก
https://www.praram9.com/migraine/

น้ําอัลคาไลน์คือน้ำด่าง

  น้ําอัลคาไลน์ คืออะไร? น้ำอัลคาไลน์  (Alkaline water) หรือ น้ำด่าง  คือ น้ำที่มีค่า pH ในส่วนของความด่างมากกว่าน้ำดื่มธรรมดาทั่วไป เพราะโด...